ขับเคลื่อนโดย Blogger.
RSS

WELCOME

ยินดีต้อนรับ บทความ "ซื้อบ้าน"

เอกสารกู้ซื้อบ้าน ก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน ควรเตรียมอะไรบ้าง

        


         เอกสารกู้ซื้อบ้านให้พร้อมก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้คุณผ่านเกณฑ์การกู้ซื้อบ้านของสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น และวันนี้เราก็มีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ วิธีการเตรียมเอกสารกู้ซื้อบ้าน เพื่อยื่นขอสินเชื่อบ้าน มาฝากกัน

          ถ้าอยากรู้แล้วว่า คุณเตรียมเอกสารกู้
ซื้อบ้านอะไรบ้าง เพื่อให้การกู้ซื้อบ้านเป็นเรื่องง่าย ๆ และหากมีผู้กู้ร่วม หรือผู้ค้ำประกันต้องเตรียมเอกสารอะไรเพิ่มอีก ไปดู เอกสารกู้ซื้อบ้านของแต่ละธนาคาร กันเลยค่ะ

เอกสารการกู้ซื้อบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีรายละเอียดดังนี้

หลักฐานการขอกู้เงิน

          1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรประจำตัวข้าราชการ (ตัวจริงพร้อมสำเนา)

          2. ทะเบียนบ้านทุกหน้า (ตัวจริงพร้อมสำเนา)

          3. สำเนาทะเบียนสมรส / หย่า / มรณะบัตร / ใบแจ้งความแยกกันอยู่ แล้วแต่กรณี (ตัวจริงพร้อมสำเนา)

          4. ใบเปลี่ยนชื่อ หรือชื่อ-สกุล (ถ้ามี) (ตัวจริงพร้อมสำเนา)

          กรณีประกอบอาชีพประจำ แสดงหนังสือรับรองเงินเดือน (ตัวจริง) และสลิปเงินเดือน / ใบแจ้งรายได้จากหน่วยงานย้อนหลัง 3 เดือน หรือสมุดบัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน พิมพ์รายการจนถึงปัจจุบัน (ตัวจริงพร้อมสำเนา)
       
          กรณีประกอบอาชีพอิสระ แสดงสำเนาทะเบียนการค้า (ถ้ามี) รายการเดินบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน (ตัวจริงพร้อมสำเนา) ภาพถ่ายกิจการ 4-5 ภาพ

          5. แผนที่ตั้งโดยสังเขป

          6. สำเนาโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3ก. หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อช.2) ทุกหน้า จำนวน 2 ชุด

          กรณีซื้อที่ดินพร้อมอาคาร ซื้อห้องชุด ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร ให้แสดงสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ

          กรณีปลูกสร้าง / ต่อเติม / ขยาย / ซ่อมแซมอาคาร ให้แสดงสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร /คำขออนุญาต / แบบก่อสร้างอาคาร / ส่วนขยาย / ต่อเติมอาคาร / ซ่อมแซมอาคาร

             ต้องลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง ในเอกสารที่เป็นสำเนาทุกฉบับ

             กรณีมีผู้กู้มากกว่า 1 คน ผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องนำเอกสารส่วนตัวและรายได้มาแสดงต่อธนาคารด้วย

             ในกรณีจำเป็น ธนาคารอาจขอหลักฐานอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณา
 
ขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com 
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน สาเหตุเพราะอะไร มาดูกัน

 

กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน สาเหตุที่กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน เพราะอะไร และควรทำอย่างไรเพื่อให้การกู้ซื้อบ้านผ่าน มาดูกัน
          แน่นอนว่าความใฝ่ฝันสูงสุดของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ก็คือ อยากมีบ้านเป็นของตนเองสักหลัง ซึ่งหนึ่งในวิธีทำให้ฝันเป็นจริงก็คือ การกู้ซื้อบ้านกับสถาบันการเงินนั่นเอง เพราะเหตุใดบางคนให้ข้อมูลครบถ้วนหมดแล้ว ประวัติหนี้เสียไม่มี แต่กลับขอสินเชื่อไม่ผ่านซะอย่างนั้น แล้วทำอย่างไรจึงจะผ่าน วันนี้เรามีคำตอบมาฝากเพื่อน ๆ กันค่ะ

สำหรับสาเหตุที่กู้
ซื้อบ้านไม่ผ่าน อาจมีเหตุผลหลายประการ เช่น

  - นโยบายการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน
  - ภาระหนี้ที่มีอยู่ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ
  - หลักประกันความเสี่ยงของผู้ขอสินเชื่อ เช่น หลักทรัพย์ค้ำประกัน/ผู้ค้ำประกัน
  - โอกาสในการผิดนัดชำระหนี้มากหรือน้อย
  - ประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาของลูกหนี้

การตรวจสอบความสามารถชำระหนี้

1. สำรวจความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ ปกติแล้วการผ่อนชำระหนี้ ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ในแต่ละเดือน เช่น ถ้าผู้ขอสินเชื่อมีรายได้ 12,000 บาทต่อเดือน จะสามารถผ่อนหนี้ได้ประมาณ 4,000 บาท
2. ตรวจสอบภาระหนี้เดิมรวมกับหนี้ที่จะขอใหม่ ว่ามีเยอะหรือไม่ โดยนำยอดการผ่อนชำระหนี้เดิมและยอดหนี้ที่จะขอใหม่ต่อเดือนมารวมกัน แล้วดูว่ามีสัดส่วนเกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือนหรือไม่ 

ตัวอย่าง

          ผู้ขอสินเชื่อต้องการกู้เงิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระหนี้คืน 5 ปี ผ่อนชำระหนี้ (เงินต้นรวมดอกเบี้ย) ประมาณเดือนละ 1,667 บาท นอกจากนี้ ผู้ขอกู้ยังมียอดหนี้เดิมที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนอีก 1,700 บาท ดังนั้นเมื่อคำนวณภาระหนี้ทั้งสิ้นที่ต้องผ่อนต่อเดือนยังไม่เกิน 4,000 บาท ถือว่าผู้ขอกู้ยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้

          อย่างไรก็ดี หากพบว่า รายได้สุทธิของคุณไม่เพียงพอที่จะกู้ คุณอาจจะหา "ผู้กู้ร่วม" มาช่วยทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระมีมากขึ้น หรืออาจจะลดภาระหนี้ของคุณ เช่น ไปปิดบัญชีบัตรเครดิต บัญชีเงินกู้สหกรณ์ หรือไม่ก็ลดขนาดและราคาของบ้านลงมาให้สอดคล้องกับความสามารถในการผ่อนชำระ

          ทั้งนี้ หากท่านต้องการตรวจสอบภาระหนี้สินที่ตนมีกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ว่ามากน้อยแค่ไหน สามารถติดต่อขอทราบรายละเอียด และตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองได้ที่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยเลือกหัวข้อ สำหรับเจ้าของข้อมูล


ขอบคุณข้อมูลจาก  home.kapook.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

6 สัญญาณเตือนว่าถึงเวลาซื้อบ้านเป็นของตัวเองสักที

         

         ไม่ว่าตอนนี้คุณกำลังเช่าบ้านอยู่ด้วยเหตุผลอะไร จะเป็นเพราะต้องทำงานไกลบ้าน หรือเพราะยังไม่มีทุนหนาพอจะซื้อบ้านอยู่อาศัยเองก็ตาม บางครั้งก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ค่าเช่าที่เราจ่ายไปในแต่ละเดือน ก็เกือบจะพอ ๆ กับค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านเลยด้วยซ้ำ แถมบางทีการอาศัยอยู่ในบ้านของคนอื่นก็ไม่ได้รับความเป็นส่วนตัวเท่าไร ถึงแม้เราจะจ่ายค่าเช่าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีปัญหาจุกจิกที่แจ้งไปแล้วก็ไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร หรือบางครั้งก็มีเกิดปัญหาน่ารำคาญใจจากเพื่อนบ้านบ้าง ฉะนั้นถ้าคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการเช่าบ้านอยู่ ลองมาดูสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาซื้อบ้านเป็นของตัวเองกันดีกว่า ไม่แน่ตอนนี้คุณอาจจะเจอสัญญาณเตือนครบทุกข้อตามนี้แล้วก็ได้นะ ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ เก็บเงินไปจองบ้านได้แล้ว

1. เจอเจ้าของบ้านเช่าที่บริการได้ยอดแย่

          ถ้าตอนนี้คุณต้องประสบปัญหาท่อน้ำอุดตันบ่อย ๆ หรือพบว่าวันดีคืนดีก็จะมีคนถือวิสาสะเข้ามายุ่มย่ามในห้องคุณโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แบบนี้คงไม่ดีแน่ อีกทั้งเมื่อแจ้งปัญหากับผู้ดูแลบ้านเช่าไป ก็ไม่ได้รับความใส่ใจเท่าที่ควร พอบ่นหนัก ๆ เข้าหน่อยก็อ้างนั่นนี่แบบที่ฟังไม่ขึ้น ในเมื่อห้องหรือบ้านที่คุณจ่ายเงินเช่าไปทุกเดือน ๆ ไม่สามารถให้ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการอยู่อาศัยได้แบบนี้ เห็นทีคงต้องคิดเรื่องการย้ายออกไปอยู่บ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเราเองอย่างแท้จริงแล้วมั้ง

2. อยากตกแต่งบ้านได้ตามใจ

          กฎระเบียบของบ้านเช่าส่วนใหญ่ มักจะไม่ยินยอมให้ผู้เช่าบ้านขีดเขียนอะไรลงบนกำแพง แค่ติดเทปกาวแปะปฏิทินบางทีก็ยังทำไม่ได้ ฉะนั้นเรื่องจะตอกตะปูแขวนรูปฝาผนัง หรือจะต่อเติมบ้านเช่าอย่างที่ใจอยากก็เลิกคิดไปได้เลย อย่างนี้คนที่อยากจะตกแต่งบ้านตามสไตล์ของตัวเองใจจะขาดคงต้องซื้อบ้านเป็นของตัวเองแล้วล่ะ คราวนี้จะติดวอลเปเปอร์รูปคิตตี้ หรือทาสีผนังแนวเรโทรก็ทำได้ตามสบายเลยจ้า

3. มีความพร้อมในการ
ซื้อบ้าน

          ราคาบ้านและคอนโดที่แข่งขันกันในขณะนี้ รวมถึงความสะดวกสบายที่จะได้รับ ก็เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจไม่น้อย ฉะนั้นหากคุณมีความพร้อมพอสมควรที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อผ่อน
ซื้อบ้านได้ หรือถ้ามีเงินทุนสำหรับซื้อคอนโดสักหลังได้ ก็จะทนทู่ซี้เช่าบ้านที่เราไม่มีกรรมสิทธิ์ทำอะไรสักอย่างอยู่ต่อไปทำไมล่ะ


4. อยากเพิ่มสมาชิกในครอบครัว หรือสัตว์เลี้ยง

          บ้านเช่า หอพัก และคอนโดให้เช่า ส่วนใหญ่มักจะไม่อนุญาติให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ ด้วยเพราะกลัวเรื่องกลิ่นและความสกปรก รวมทั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านด้วย แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณอยากจะเลี้ยงเจ้าสัตว์ 4 ขาขนปุยขึ้นมา แถมเผลอ ๆ กำลังจะมีน้องตัวเล็กเพิ่มเข้ามาในครอบครัวอีก แบบนี้คงต้องมองหาซื้อบ้านสักหลังเป็นของตัวเองแล้วค่ะ

5. อสังหาริมทรัพย์มีราคาสูงขึ้นทุกที

          ถ้าราคาที่อยู่อาศัยตอนนี้อยู่ในระดับที่เราพอจะเอื้อมถึง ก็ควรรีบฉวยโอกาสจับจองเป็นเจ้าของไว้ก่อน เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้ค่าเงินสูงขึ้นทุกวัน ซึ่งก็แน่นอนว่าราคาบ้านคงไม่ถูกกว่านี้แน่ ๆ ในอนาคต ฉะนั้นก่อนที่ราคาบ้าน และคอนโดจะไต่ระดับที่สูงกว่านี้ คุณก็ควรรีบหาโอกาสซื้อไว้สักหลัง เพื่อเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเราไปตลอดชีวิตนะคะ

6. เช่าบ้านต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้คงไม่คุ้ม


          ค่าเช่าบ้าน หรือค่าหอพักของบางคนแตะระดับหลายพันต่อเดือน ซึ่งถ้าพูดกันตามจริงก็น่าจะพอ ๆ กับจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระค่าคอนโดสักหลังเลยล่ะ เผลอ ๆ ถ้าเพิ่มเงินเข้าไปอีกสักนิด รับรองเลยว่าผ่อนบ้านได้สบาย ๆ เลยด้วย และหลายคนคงกำลังคำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนในใจเงียบ ๆ และเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า เช่าบ้านต่อไปแบบนี้คงไม่คุ้ม ไหนจะต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ที่บวกเพิ่มจากอีกหลายบาทต่อหน่วย และปัญหาจุกจิกอีกสารพัด เจอแบบนี้เข้าไปคงต้องซื้อบ้านอยู่กันเองแล้วน่าจะสบายใจที่สุด

           การมีบ้าน มีรถ เป็นของตัวเอง เป็นความฝันและเป้าหมายของใครหลาย ๆ คน และถ้าตอนนี้คุณก็เป็นอีกคนที่เช่าบ้านมานานแสนนาน และรู้สึกว่าตอนนี้มันนานเกินพอ จนคุณมีความพร้อมที่จะ
ซื้อบ้าน หรือคอนโดสักห้องเป็นของตัวเองแล้ว ก็ลองหาช่องทางดูนะคะ ยังไงการอยู่อาศัยในสถานที่ที่เป็นของเราโดยชอบธรรมอย่างแท้จริง ก็เป็นสิ่งที่สบายใจมากที่สุดอยู่แล้ว และถึงแม้ว่าคุณจะไม่แน่ใจว่าจะต้องอยู่อาศัยในสถานที่นั้น ๆ นานแค่ไหน แต่อย่างน้อยบ้าน หรือคอนโดห้องนั้นก็จะเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของคุณอยู่ดีค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com/
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

คำเตือน! ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน-ที่ดิน

          


          อสังหาริมทรัพย์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง และเป็นปัจจัยที่สำคัญของมนุษย์ ทุกคนทำงานหนักเพื่อมุ่งมั่นที่จะได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อาจเป็นในรูปที่ดินเปล่า บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม หรืออื่นๆ ตามฐานะของแต่ละคน  บางคนในชั่วชีวิตอาจมีโอกาสซื้อบ้านได้หลายหลัง บางคนอาจมีโอกาสเพียงครั้งเดียว หรือบางคนอาจไม่มีโอกาสเลยด้วยซ้ำไป 
           ดังนั้น การเลือกซื้อบ้านสักหลังจึงต้องใช้ความพิถีพิถันในการเลือกซื้อ เพื่อที่จะได้บ้านตามความต้องการ เช่น  มีโฉนดที่ดินที่ถูกต้อง ซื้อถูกแปลง สภาพบ้านเหมาะสมกับราคา บางครั้งเราอาจจะซื้อแพงไปเล็กน้อยเมื่อเทียบกับแปลงอื่น แต่ก็ดีกว่าซื้อถูกมากๆ แต่ผิดแปลง เพราะตอนคนขายชี้ให้เราดูที่ดินที่เขาจะขาย ก็ไปชี้แปลงที่อยู่ริมถนนใหญ่ดูแล้วสวยมากน่าซื้อเป็นอย่างยิ่ง แต่พอรับโอนไปแล้วจะมาทำประโยชน์ถึงได้รู้ว่าอยู่เข้าไปในซอยเลี้ยวแล้วเลี้ยวอีก 
           เพื่อป้องกันความผิดพลาดการซื้อบ้านดังกล่าว จะต้องมีการรังวัดก่อนวางมัดจำหรือรับโอนกรรมสิทธิ์ เพราะการรังวัดนอกจากเป็นการบอกให้เรารู้ว่าใช่แปลงที่เราจะซื้อจริงหรือไม่  ยังทำให้เราได้รู้ว่าเนื้อที่ถูกต้องหรือผิดพลาดมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าราคาที่ดินไม่แพง ขาดไปบ้างก็เป็นเงินไม่เท่าไหร่ แต่กรณีที่ที่ดินตารางวาละหลายแสนบาท ขาดไปสิบตารางวาก็เป็นเงินหลายล้านบาททีเดียว  
           แม้ว่าบางครั้งที่ดินที่เราจะซื้อบ้านนั้นติดจำนองกับธนาคาร ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่าถูกต้องแน่นอน เพราะคาดว่าธนาคารคงตรวจสอบเป็นอย่างดีแล้วก่อนรับจำนอง แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป เพราะอาจเกิดจากความผิดพลาดของพนักงานก็ได้  นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบว่าที่ดินที่จะซื้อจะถูกเวนคืนหรือไม่ จะมีการตัดถนนผ่านที่ดินที่จะซื้อหรือไม่ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และต้องดูด้วยว่าข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเป็นอย่างไร ซึ่งจะต้องไปตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร การทางพิเศษ เป็นต้น 
           นอกจากนี้แล้วจะต้องดูว่ามีถนนเข้าสู่บ้านหรือที่ดินที่จะซื้อบ้านอย่างถูกต้อง เป็นทางสาธารณะหรือมีการจดภาระจำยอมให้หรือไม่ หากมีการจดภาระจำยอม ก็ต้องดูว่าจดภาระจำยอมตลอดทางจนถึงทางสาธารณะหรือไม่ ไม่ใช่จดแค่ช่วงเดียว หรือแค่ซีกเดียว และในทางกลับกันที่ดินที่จะซื้อนั้นตกอยู่ภายใต้การจดภาระจำยอมให้กับที่ดินแปลงอื่นหรือไม่ จะมีผลต่อการใช้งานของเรา ซึ่งจะต้องเจรจาให้คนขายดำเนินการให้เราให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
             ที่สำคัญจะต้องพิจารณาว่าบ้านหรือที่ดินที่จะซื้อถูกอายัด หรือมีปัญหาทางด้านนิติกรรมต่างๆ หรือไม่ หากไม่แน่ใจก็จะต้องไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินก่อนวางมัดจำ เพื่อจะได้ทราบว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง เราจะได้วางมัดจำถูกคน ดูจากสารบัญของโฉนดช่วงสุดท้ายว่าใครเป็นเจ้าของกันแน่ แต่อย่าลืมว่าช่วงสุดท้ายที่คนขายเอามาให้เราดูว่าเขาเป็นเจ้าของ อาจไม่ใช่นิติกรรมครั้งสุดท้ายก็เป็นได้  อาจมีหน้าถัดไปว่าเขาได้โอนขายต่อไปแล้ว ดังนั้น หากมีข้อข้องใจ ท่านจะต้องไปตรวจสอบกับต้นฉบับที่สำนักงานที่ดินเช่นกัน จะได้ไม่เสียใจที่ไปจ่ายเงินให้กับคนที่ไม่ใช่เจ้าของตัวจริงและทำให้เกิดความเสียหายขึ้น
             อย่างไรก็ตาม การซื้อที่ดินในปัจจุบันจะต้องใส่ใจเรื่องผังเมืองใหม่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นที่ใกล้ออกมาใช้แล้ว จะทำให้มีผลอย่างมากต่อการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ซึ่งจะถูกจำกัดมากขึ้นจากความกว้างของถนน อันจะมีผลต่อต้นทุนอย่างแน่นอน ซึ่งทำให้ที่อยู่อาศัยที่สร้างใหม่เกิดขึ้นอย่างจำกัดมากขึ้น และออกนอกเมืองมากขึ้น คนฐานะปานกลางและยากจนก็จะหาซื้อบ้านโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมราคาถูกระดับล้านต้นๆ ไม่ได้อีกแล้ว ก็จะถูกผลักให้ไปอยู่อาศัยห่างจากเมืองมากขึ้น ทั้งๆ ที่ระบบขนส่งมวลชนยังมีไม่มากพอที่จะสนับสนุนให้คนไปอยู่ห่างเมือง แต่งานที่ทำก็ยังอยู่ในเมืองหรือใกล้เมืองเป็นส่วนใหญ่ คุณภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไปจะดีขึ้นหรือว่าแย่ลงจากผังเมืองฉบับใหม่
             ดังนั้นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม มือสองซึ่งอยู่ในเมืองมากกว่า ทำเลดีกว่า จะได้รับความสนใจจากคนซื้อมากขึ้น อันจะมีผลทำให้ราคาของอสังหาริมทรัพย์มือสองปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่  http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การเลือกซื้อบ้านจัดสรรตามหลักฮวงจุ้ย

         ศาสตร์แห่ง ฮวงจุ้ย นั้น เป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่สืบทอดความเชื่อและถือปฏิบัติกันมายาวนานกว่าพันปีของชาวจีนน่ะนะคะ ปัจจุบันนี้ความเชื่อในศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยซึ่งเกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยเริ่มมีความนิยมและใช้ในการปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในหลาย ๆ ประเทศ รวมไปถึงประเทศไทยของเราซึ่งรับเอาศาสตร์แขนงนี้มาประยุกต์และปรับใช้กับที่อยู่อาศัยกันตามความเหมาะสม


         พื้นฐานของ ฮวงจุ้ย จะให้ความสำคัญในเรื่องของความสมดุลเป็นหลักใหญ่ค่ะ โดยมีความเชื่อกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้นั้น จะต้องอยู่ในสภาพหรือในภาวะที่สมดุล ดังนั้น การเลือกที่อยู่อาศัยของมนุษย์จึงเป็นเรื่องของการเลือกทั้งสภาพแวดล้อมและลักษณะของที่อยู่อาศัย เพื่อให้การใช้ชีวิตของผู้ที่อยู่อาศัย ณ.สถานที่แห่งนั้น มีความปกติสุข จากความสมดุลที่ส่งเสริมกันนั่นเอง
         ปัจจุบันนี้การเลือกที่อยู่อาศัยของคนทั่วไปทำได้หลายวิธีค่ะ ทั้งการเลือกซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างเอง และการเลือกซื้อบ้านในโครงการจัดสรรที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ดังนั้นในวันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีการเลือกซื้อบ้านจัดสรรตามหลักของฮวงจุ้ยกันนะคะ
         การเลือกซื้อบ้านตามหลักของฮวงจุ้ยนั้นมีหลักในการพิจารณาหลายประการด้วยกันค่ะ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของบ้านด้วยว่าเป็นบ้านแบบใด เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือจะเป็นบ้านที่มีลักษณะเป็นอาคารอยู่อาศัยรวม หรือที่เราเรียกกันว่าคอนโดมิเนียม ซึ่งการเลือกซื้อบ้านแต่ละลักษณะ ก็ล้วนแต่มีรายละเอียดที่ต้องนำมาพิจารณาตามศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย เพื่อให้การเข้าอยู่อาศัยในบ้าน ได้รับความสุขสบายจากความสมดุลที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปแบบบ้าน,พื้นที่ใช้สอย,การคมนาคม,ราคา และทำเลที่ตั้งของบ้านดังกล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก baansanruk.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ขั้นตอนการซื้อบ้านจัดสรรแบบสั่งสร้าง

การซื้อบ้านจัดสรรแบบสั่งสร้างนั้น มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ค่ะ
         เมื่อเราเลือกทำเลและโครงการบ้านที่เราถูกใจได้แล้ว ขั้นตอนแรกก็คือให้เข้าไปติดต่อที่ออฟฟิศหรือสำนักงานขายของโครงการนั้น ๆ เพื่อขอดูที่ดินแปลงที่ว่างอยู่เพื่อทำการเลือกตำแหน่งที่จะสั่งสร้างบ้านซื้อบ้านกันก่อนค่ะ จากนั้นเมื่อเลือกแปลงที่ดินแล้ว จึงมาถึงการเลือกแบบของการซื้อบ้านซึ่งก็จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับขนาดของที่ดิน หรือในทางกลับกัน เราอาจจะเลือกแบบบ้านก่อนแล้วค่อยเลือกแปลงที่ดินก็ได้
         ซึ่งเมื่อเลือกแปลงที่ดินและแบบบ้านได้เป็นที่ถูกใจแล้ว จึงทำการวางเงินจอง โดยหลังจากวางเงินไม่เกิน 7 วัน ทางสำนักงานขายของโครงการก็จะทำการติดต่อให้เราเข้าไปทำสัญญาจะซื้อบ้าน หรือจะขายและจ่ายเงินทำสัญญา ซึ่งปกติก็จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 ของราคาบ้าน ระหว่างนั้น หากเราไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับจ่ายค่าบ้าน ก็จะต้องดำเนินการติดต่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ จนกว่าจะผ่านขั้นตอนและทำสัญญากู้เงินเป็นที่แล้วเสร็จ
          ในระหว่างที่บ้านกำลังก่อสร้างอยู่นั้น เราสามารถเข้าตรวจสอบและเลือกวัสดุก่อสร้างบางอย่างที่ทางโครงการระบุตัวเลือกมาให้ได้ด้วยค่ะ โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและมีการตรวจรับบ้านเรียบร้อยแล้ว ก็จะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์กันที่สำนักงานที่ดิน และจ่ายเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาให้แก่ผู้ขายด้วยเงินส่ีวนตัวหรือเงินที่ได้รับจากแหล่งเงินกู้ ซึ่งหากเป็นกรณีหลังเมื่อย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเรียบร้อย เราก็จะมีหน้าที่ในการผ่อนชำระค่างวดบ้านตามสัญญาเงินกู้กันเป็นลำดับต่อไปน่ะนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก baansanruk.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ซื้อบ้านเพื่ออยู่ในลักษณะลงทุนดีอย่างไร ทำไมถึงคุ้มสุดๆ

         

           บ้านนั้นนอกจากให้ประโยชน์ในด้านใช้เป็นที่พักอาศัยในเวลาปัจจุบันแล้ว บ้านทำเลดีนั้นยังถือว่าเป็นการออมหรือการลงทุนที่ชาญฉลาดซึ่งให้ผลคุ้มค่ามากในอนาคตอีกด้วย
      ทำเลที่ดีของบ้านนั้นจะให้ผลการเพิ่มมูลค่าบ้าน ทำให้บ้านมีมูลค่าเพิ่มเป็นทรัพย์สินที่สามารถถูกประโยชน์แล้วยังให้ผลที่คุ้มค่าเงินที่ได้ซื้อโดยการขายในอนาคตอีกด้วย
       จากการเฝ้าวิเคราะห์และสังเกตุพฤติกรรมการมีบ้านของคนหลายคนตั้งแต่เด็กจนกระทั่งตาย เราพบว่าในช่วงชีวิตคน 1 คนจะมีการโยกย้ายเปลี่ยนที่อยู่อย่างน้อย 1 ครั้ง มีคนในสังคมเมืองจำนวนน้อยมากๆ ที่จะพักอาศัยในสถานที่เกิดต่อเนื่องจนกระทั้งตาย เหตุผลที่ซ่อนเร้นอยู่ ที่ทำให้เกิดความต้องการในการโยกย้ายเปลี่ยนที่อยู่อาศัยนั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลายปัจจัย อาทิ เช่น ประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมกับครอบครัวในปัจจุบันและอนาคต, ขนาดครอบครัวที่ขยายมีสมาชิกเพิ่ม, การแยกครอบครัวหรือมีครอบครัวใหม่, อายุหรือวัยวุฒิของสมาชิกครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง, กระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและการวิถีการดำเนินชีวิตของคน, นโยบายเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ เป็นต้น
        ความต้องการบ้านหากเปรียบเทียบตามความต้องการของคน คนเรายังมีวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่และวัยชรา ความต้องการบ้านที่เหมาะสมต่อครอบครัวของคนก็สามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือครอบครัวตั้งต้น ครอบครัววัยผู้ใหญ่ตอนกลางและครอบครัวโตเต็มวัย
          ครอบครัวตั้งต้น หมายถึงครอบครัวขนาดเล็กที่เพิ่งก่อตั้งหรือเพิ่งแต่งงาน มีความไม่ซับซ้อน ต้องการความคล่องตัวสูง เริ่มวางแผนที่จะทายาทตัวน้อยๆ
       ครอบครัววัยผู้ใหญ่ตอนกลาง คือ ครอบครัวที่มีสมาชิกครอบครัวรุ่นที่ 2 คือ ลูก ผู้ใหญ่ในครอบครัวอยู่ในวัยทำงาน สมาชิกครอบครัวรุ่นที่ 2 ยังไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองหรือยังพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ยังไม่พร้อมจะแยกไปมีครอบครัวใหม่ ครอบครัววัยผู้ใหญ่ตอนกลางเมื่อเทียบกับครอบครัวตั้งต้น ถือมีความต้องการซับซ้อนมากขึ้น
ครอบครัวโตเต็มวัย ประกอบด้วยคนทุกวัย อาจมีสมาชิกครอบครัวรุ่นที่ 3 ขึ้นไป (หลานหรือเหลน) มีผู้ใหญ่ที่เกษียณการทำงานแล้วหรือคนสูงอายุพักอาศัยอยู่ด้วย มีความต้องการที่ซับซ้อนมากที่สุด เช่นควรมีที่พักให้กับผู้ใหญ่ที่สูงอายุอยู่บริเวณชั้นล่าง เนื่องจากสภาพร่างกายที่มีขีดจำกัด  หากบ้านเปรียบเสมือนเสื้อผ้า เราจะเอาผู้ใหญ่มาใส่เสื้อผ้าของเด็ก หรือเอาเด็กมาใส่เสื้อผ้าผู้ใหญ่ พิจารณาดูอย่างไรก็จะเห็นถึงความไม่เข้ากัน ไม่เหมาะสมเอามากๆ ด้วยเหตุนี้ในบ้าน 1 หลังนั้น ไม่เหมาะพอดีกับชีวิตคน 1 คนตั้งแต่เกิดจนตายด้วยเหตุผลหลากประการที่ได้กล่าวมาแล้ว ความคิดที่จะซื้อบ้าน 1 หลังแล้วอยู่ไปทั้งชีวิต ในความเป็นจริงนั้นจึงเกิดขึ้นน้อยมากๆ ด้วยเหตุนี้จึงอยากให้ผู้อ่านย้อนนึกถึงข้อเท็จจริงข้างต้นแล้วตั้งหลักในการเลือกซื้อบ้านตามความเหมาะสมกับครอบครัวปัจจุบันและการวางแผนในครอบครัวในอนาคตประกอบกับกำลังทรัพย์ในปัจจุบัน กรอบของเวลาที่เหมาะสมที่จะหาบ้านตามลักษณะการเติบโตของครอบครัว
       หากวันนี้เรามีกำลังทรัพย์ไม่มาก และอยู่ในลักษณะที่จะเป็นครอบครัวแบบ ครอบครัวตั้งต้นหรือครอบครัววัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ซึ่งคิดว่าจะมีการเปลี่ยนบ้าน 2 ครั้งในช่วงชีวิต เราจะต้องมีการขายบ้านหลังที่ 1 ไปซื้อหลังที่ 2 การซื้อบ้านในแบบ ซื้อบ้านให้เพิ่มมูลค่าจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
 เนื่องจากเป็นการซื้อบ้านอย่างชาญฉลาดโดยใช้เหตุในด้านการลงทุนประกอบการตัดสินใจ ใช้หลักการมองหาทำเลที่ตั้งของบ้านใหม่ให้อยู่ในพื้นที่ที่ความเจริญ เมืองจะขยายตัวกลืนเข้ามาในทำเลพื้นที่บ้านที่จะซื้อ  ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผังเมืองตลอดจนข้อมูลโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคและนโยบายเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับพื้นที่นั้นๆ ของรัฐบาลหรือส่วนราชการท้องถิ่น หากได้มีการศึกษาและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและรอบคอบโดยใช้หลักเหตุและผลซื้อบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าบ้านในการตัดสินใจด้วย จะทำให้บ้านหลังนี้ในอนาคตหากขาย จะขายได้ราคาสูงขึ้น
      ซึ่งบางทีการขายบ้านหลังนี้ ไปซื้อบ้านที่ใหญ่กว่าหลังใหม่ในอนาคต เราอาจจะแทบไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะบ้านหลังเก่าขายได้ราคาสูงเนื่องจากอยู่กลางเมืองไปเสียแล้ว

    สรุปก็คือขายได้ราคาที่สูงขึ้นและได้อยู่ฟรีมาหลายปีกำไร 2 ต่อ ทั้งใช้ฟรีไม่ต้องเช่าแถบเหลือเงินไปซื้อใหม่ใหญ่กว่าเดิม ในบางกรณีหลังจากขายแล้วใช้เงินซื้อบ้านหลังใหม่ไปแล้วยังมีเงินเหลือไว้ใช้ทำการค้าหรือไว้ใช้ยามแก่อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก thaihomemaster.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่  http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เรื่องน่ารู้ที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อบ้าน

 1) ข้อมูลโครงการ  ผู้ซื้อบ้านต้องจำแนกทำเล ระดับราคาและประเภทของที่อยู่อาศัยที่ตัวผู้ซื้อบ้านสนใจ เช่น ค้นคว้าจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆหรือจากทางเว็บไซต์ ์ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูสถานที่จริง
           

แบบบ้านอย่างไรที่เหมาะสมกับคุณ เรื่องของแบบบ้านนั้นเป็นเรื่องความสวยความงาม ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงนั้นมีหลักง่ายๆ ดังนี้
  • รูปแบบภายนอกของบ้าน
  • เช่น ชายคาบ้าน ถ้าสั้นเกินไปก็อาจมีปัญหาเรื่องฝนในภายหลัง จึงเป็นเหตุให้เกิดการต่อเติมขึ้นมาในภายหลัง
  • พื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน
  • ดูจากแบบแปลนหรือบ้านตัวอย่างในแบบบ้านว่ามีพื้นที่ใช้สอยตรงตามความต้องการหรือไม่ เช่น จำนวน ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องพักผ่อน ฯลฯ
ตำแหน่งแปลงของบ้าน
การวางตำแหน่งแปลงของบ้านนั้น มีผลต่อทิศทางของแดดและลม ซึ่งจะทำให้บ้านหลังที่ซื้อบ้านอยู่สบายหรือไม่นั้น คือ บ้านที่อยู่สบายและถูกต้องตามทิศทางลม ต้องหันหน้าบ้านไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ เพราะ 2 ทิศนี้ถือว่าดีที่สุดสำหรับบ้าน เพราะจะทำให้บ้านรับลมเย็นสบายตลอดทั้งปี เหมาะสมกับภูมิอากาศของประเทศที่สุด  
1)งบประมาณที่จะซื้อบ้าน
งบของบ้านที่ซื้อบ้านควรอยู่ที่ 3 เท่าของรายได้ต่อปีของผู้ซื้อและความสามารถในการผ่อนชำระโดยปกติต่อเดือนจะอยู่ที่ ประมาณ 30% ของรายได้ต่อเดือน            ค่าตกแต่งภายในบ้านโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 35% ของราคาบ้าน
ค่าติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในบ้าน เช่น ปั๊มน้ำ แท็งก์ น้ำ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ
ค่าจัดสวน หรือต่อเติมต่างๆเช่น มุ้งลวด เหล็กดัด กันสาด ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ตัวผู้ซื้อนั้นจำเป็นต้อง สำรองเงินสด สำหรับใช้จ่ายเมื่อการรับ โอนบ้านกระทำการเรียบร้อยแล้ว
2) สถานที่อำนวยความสะดวกที่จำเป็น 
สถานที่สำคัญหลักๆ เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน ฯลฯ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรพิจารณาเพราะหากเมื่อผู้อยู่อาศัยมีความจำเป็นที่จะต้องใช้บริการในยามจำเป็น หรือแม้ในยามปกติก็ตามนั้น ตัวผู้ซื้อจึงควรตรวจสอบระยะเวลา และความสะดวกในการเดินทางควบคู่ไปด้วย
3) เส้นทางการเดินทาง และโครงข่ายการจราจร 
ข้อมูลดังกล่าวนี้ก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่สำคัญ เช่น ข้อมูลการเดินรถสาธารณะ เส้นทางรถโดยสารสาธารณะ จำนวนสายเดินรถ ช่วงเวลาการให้บริการ ปริมาณการจราจร จุดที่มีปัญหา และเส้นทางลัด เป็นต้น
4) วงเงินการปล่อยกู้จากสถาบันการเงิน
อันดับแรก คือ ตัวผู้ซื้อบ้านจะต้องทราบระดับราคาของบ้านที่ผู้ซื้อนั้นมีความสามารถในการซื้อและผ่อนชำระ ซึ่งสามารถทำได้โดยการตรวจสอบหาข้อมูลได้ที่ฝ่ายให้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ หรือตามเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่อยู่อาศัยและเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน ซึ่งโดยปกติสถาบันการเงินจะปล่อยกู้ประมาณ 25-30 เท่าของอัตราเงินเดือนผู้กู้ ในกรณีที่ผู้ซื้อมีผู้กู้ร่วมด้วย อัตราส่วนเพิ่มของวงเงินกู้ก็จะเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเดือนของผู้กู้ร่วม ทั้งนี้สถาบันการเงินอาจจะพิจารณาปล่อยกู้เกินกว่าวงเงินขั้นต่ำที่กำหนด โดยพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ ประกอบ เช่น อาชีพ ความมั่นคง ความก้าวหน้า ความสามารถในการผ่อนชำระ อาชีพเสริมที่รู้แหล่งที่มาของรายได้ เป็นต้น
5) ข้อมูลทางราชการในการซื้อบ้าน
ตัวอย่างข้อมูลทางราชการในการซื้อบ้าน อาทิเช่น แนวเวนคืน โครงข่ายสาธารณูปโภค-สาธารณูปการที่มีอยู่หรืออาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การก่อสร้างทางด่วน หรือการตัดถนน เป็นต้นข้อมูลบางอย่างนี้ถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการอยู่อาศัย
6) ผังเมืองรวม 
ผู้ซื้อบ้านควรหลีกเลี่ยงโครงการที่อยู่อาศัยในเขตผังเมืองประเภทพื้นที่อุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรม หรือในเขตที่พักอาศัยหนาแน่น เพราะพื้นที่เหล่านี้จะเป็นเขตที่มีผู้คนอยู่อย่างหนาแน่น และมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่อาจทำให้เกิดมลภาวะต่างๆ รวมไปถึงปัญหาการจราจรที่อาจมีตามมา

ขอบคุณข้อมูลจาก reic.or.th
และติดตามเรื่องราวของเราได้ืที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เคล็ดลับในการเลือกซื้อบ้านจัดสรร

          

        ข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับคุณที่กำลังมองหาซื้อบ้านใหม่สักหลังจากโครงการบ้านจัดสรรเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยอันอบอุ่นแก่ครอบครัว ควรเริ่มต้นจากการเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการซื้อบ้านที่คุณสนใจไว้สักนิด เพื่อช่วยลดปัญหาความไม่สะดวกและวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง หากตัดสินใจเลือกซื้อบ้านโครงการบ้านจัดสรรที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งนี้พิจารณาจาก

ซื้อบ้านในทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมที่สะดวกหรือไม่
         โครงการบ้านจัดสรรที่ดีควรอยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมที่สะดวก เช่น ถนนสายหลัก มี รถประจำทางผ่านหลายสาย หรืออยู่ใกล้ทางด่วน สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า เพื่อ เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง

ซื้อบ้านอยู่ในย่านที่ไม่ไกลจากแหล่งชุมชนมากนัก
          ควรเลือกโครงการบ้านจัดสรรที่อยู่ไม่ไกลจากแหล่งชุมชนจนเกินไป แต่ควรห่างจาก ย่านที่ผู้คนพลุกพล่าน เพราะจะช่วยทำให้สภาพแวดล้อมภายในบ้านของคุณมีความ เป็นส่วนตัวและสงบสุขยิ่งขึ้น

เลือกซื้อบ้านที่ผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินที่มีความน่าเชื่อถือ
          พิจารณาจากทุนจดทะเบียนของบริษัท ใบอนุญาตการเป็นผู้ประกอบการจัดสรรที่ดิน หากเคยทำโครงการบ้านจัดสรรมาก่อน ให้พิจารณาประวัติและผลการดำเนินกิจการ ที่ผ่านมา โดยคุณสามารถสอบถามจากผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการที่ผ่านมา

ซื้อบ้านที่อยู่ใกล้หน่วยบริการชุมชน
          เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยแก่ครอบครัวของคุณ ควรเลือกโครงการบ้านจัด สรรที่อยู่ใกล้หน่วยบริการชุมชนที่สำคัญ เช่น สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง โรงเรียน โรงพยาบาล หรือมหาวิทยาลัย เป็นต้น

ตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลทั่วไปของโครงการบ้านจัดสรร
          ตรวจสอบว่ามีชื่อผู้จัดสรรโครงการอยู่ในโฉนดที่ดินหรือไม่ ที่ดินต้องปราศจากภาระ ผูกพันใดๆหรือไม่ เช่น การจำนอง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคต่างๆ ในโครงการ เช่น ระบบประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ ถนน รวมถึงสวนสาธารณะ สนาม เด็กเล่น ฯลฯ ว่าดำเนินการขออนุญาตแล้วหรือไม่ หากยังไม่เรียบร้อยนั้นมีสถาบัน การเงินเป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันการก่อสร้างกับคณะกรรมการควบคุมและจัดสรรที่ ดินหรือยัง

ให้ข้อเสนอหรือสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆ แก่ลูกค้าอย่างไร
          ลองเปรียบเทียบข้อเสนอและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่แต่ละโครงการฯเสนอให้ เช่น การลดราคาที่ดิน การลดราคาบ้าน การจัดหาธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการ เงินที่ให้วงเงินกู้หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราพิเศษ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ ประโยชน์สูงสุด

ตรวจสอบสัญญาต่างๆอีกครั้ง ก่อนลงมือเซ็นสัญญาซื้อบ้าน
          ก่อนการเซ็นสัญญาจองและสัญญาจะซื้อจะขาย คุณควรตรวจสอบรายละเอียดของสัญญาอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะในส่วนที่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการ เช่น การรับประกันระบบเงินดาวน์ (ESCROW ACCOUNT) การสร้างและส่งมอบบ้านตามกำหนดสัญญา การโอนบ้านและที่ดิน ฯลฯ หากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วก็ลงมือเซ็นสัญญาได้เลย

ขอบคุณข้อมูลจาก thaijudsun.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เรื่องที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อบ้าน 6 ประการ



วงเงินการปล่อยกู้จากสถาบันการเงิน

            ทั้งนี้เพื่อจะได้ทราบระดับราคาบ้านที่จะสามารถซื้อได้โดยผู้ซื้อบ้านสามารถตรวจสอบได้ที่ฝ่ายให้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ หรือตามเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย หรือตามเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย หรือตามเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน ซึ่งโดยปกติสถาบันการเงินจะปล่อยกู้ประมาณ 25-30 เท่าของอัตราเงินเดือนผู้กู้ ในกรณีที่ผู้
ซื้อบ้านมีผู้กู้ร่วมด้วยอัตราส่วนเพิ่มของวงเงินกู้ ก็จะเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเดือนของผู้กู้ร่วม ทั้งนี้สถาบันการเงินอาจจะพิจารณาปล่อยกู้เกินกว่าวงเงินขั้นต่ำที่กำหนด โดยพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ ประกอบ เช่น อาชีพ ความมั่นคง ความก้าวหน้า ความสามารถในการผ่อนชำระ อาชีพเสริมที่รู้แหล่งที่มาของรายได้ เป็นต้น
ข้อมูลโครงการการซื้อบ้าน
            โดยแบ่งแยกตามทำเล ระดับราคา และประเภทที่อยู่อาศัยที่สนใจ จากสื่อสิ่งพิมพ์หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย ทั้งนี้เพื่อประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูโครงการ
ซื้อบ้านจริง
ข้อมูลทางราชการก่อนการซื้อบ้าน
             เช่น แนวเวนคืน โครงข่ายสาธารณูปโภค-สาธารณูปการที่มีอยู่ และจะเกิดขึ้นในอนาคตข้อมูลบางอย่างจะมีประโยชน์ต่อการอยู่อาศัย เช่น การก่อสร้างทางด่วน การตัดถนน เป็นต้น
ดูผังเมืองรวมก่อนซื้อบ้าน
             ควรหลีกเลี่ยงโครงการที่อยู่ในเขตผังเมืองประเภทพื้นที่อุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรม หรือที่พักอาศัยหนาแน่นมาก เพราะพื้นที่เหล่านี้จะเป็นเขตที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น และมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดมลภาวะ ปัญหาการจราจร ฯลฯ
ดูสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ก่อนซื้อบ้าน
             เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน ฯลฯ เพราะหากมีความจำเป็นต้องใช้บริการ จึงควรตรวจสอบระยะเวลา และความสะดวกในการเดินทาง
ดูเส้นทางการเดินทาง และโครงข่ายการจราจร ก่อนการซื้อบ้าน
            เช่น ข้อมูลการเดินรถสาธารณะ เส้นทางรถโดยสารสาธารณะจำนวนสายเดินรถ ช่วงเวลาการให้บริการ โดยเฉพาะรถโดยสารประจำทางที่จำเป็นต้องใช้ประจำระหว่างบ้านกับที่ทำงาน และโรงเรียนลูกหรือข้อมูลทางด่วน ถนนซอยต่างๆ ปริมาณการจราจร จุดที่มีปัญหา และเส้นทางลัด เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก 
homedd.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ 
http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

วางแผน(จะซื้อบ้าน ออมเงินก่อนปลอดภัยกว่า)

           

            ว่ากันว่าเมื่อคนเราเริ่มทำงานได้สักระยะหนึ่งย่อมคิดที่จะซื้อบ้าน ที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยคอนโด ฯ หรือทาวน์เฮ้าส์ก่อนก็ได้ เพื่อความเหมาะสมของรายได้ที่อาจจะยังไม่มากมายนัก เนื่องจากเพิ่งทำงานได้ไม่นาน แต่เนื่องจากบ้านหรือคอนโดฯ เป็นสินค้าที่มีราคาแพง แม้ว่าทั่วไปผู้ซื้อบ้าน จะสามารถกู้ธนาคารได้ แต่ปกติผู้ซื้อบ้าน ก็ต้องมีเงินส่วนตัวจำนวนหนึ่งเพราะแบงก์จะไม่ให้กู้ทั้งหมด ถ้าเป็นคนที่พ่อแม่สนับสนุนช่วยเหลือออกเงินให้(บ้าง) ก็สบายไป แต่ถ้าต้องสู้ชีวิตด้วยตัวเองก็ต้องเก็บหอมรอมริบกันเอาเอง 


          หลักการออมที่ถูกต้องคือต้องตั้งเป้าหมายการออมก่อนใช้จ่ายนั่นคือเงินเดือนออกต้องเก็บไว้ทันที  อาจจะ 10% หรือ 20 % แล้วแต่เป้าหมายหรือจำนวนเงินออมที่ต้องการ เหลือจากการออมเท่าไรค่อยใช้จ่าย แบบนี้จึงจะออมได้ตามเป้าหมาย
           โดยปกติทั่วไปธนาคารจะให้กู้ประมาณ 80-90 % ของราคา ดังนั้นถ้าต้องการซื้อบ้าน หลังละเท่าไรก็ต้องมีเงินออมอย่างน้อย 20-30% ของราคาบ้านหลังนั้น เงินออมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้จ่ายในการซื้อบ้าน  เช่น เป็นค่าเงินจอง ค่าเงินทำสัญญา ค่าผ่อนดาวน์ หรืออาจรวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในวันโอนกรรมสิทธิ์ด้วย เช่นค่าโอน เงินกองทุนส่วนกลาง ค่าส่วนกลางล่วงหน้า ฯลฯ

            ล่าสุดแบงก์เองออกมาพูดว่าเมื่อก่อนสัดส่วนหนี้ต่อรายได้นั้นกำหนดไว้ไม่เกิน 60% แต่ในปีนี้ได้ปรับสัดส่วนลงเหลือเพียง 50-55% เท่านั้น ฉะนั้นคนที่มีภาระหนี้สินต่างๆมาก โอกาสในการกู้ซื้อบ้าน บ้านก็จะยิ่งน้อยลง จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ว่าก่อนจะซื้อบ้าน ทำไมต้องออม ถ้ามีเงินออมมาก ความจำเป็นในการกู้ก็น้อย โอกาสในการผ่านอนุมัติก็ง่สย ที่สำคัญกู้น้อยๆ ดอกเบี้ยจะได้ไม่บาน
ขอบคุณข้อมูลจาก home.co.th                                                                                          และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

จะซื้อบ้านจัดสรรฟังทางนี้

            การเลือกซื้อบ้านใหม่สักหลังจากโครงการบ้านจัดสรร นอกจากจะต้องพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ (ต้องได้รับใบอนุญาตการเป็นผู้ประกอบการจัดสรรที่ดิน) มีทุนจดทะเบียนที่มากพอสมควร รวมทั้งต้องเป็นเจ้าของที่ดินที่จัดสรร และต้องปราศจากภาระผูกพันใดๆ เช่น การจำนอง ภาระจำยอมต่างๆ เป็นต้น เมื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้วก็เพิ่มความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า เงินที่เก็บออมมานั้นจะไม่เสียไป


           การวางเงินจองของการซื้อบ้านต้องมีใบจองบ้านเป็นหลักฐาน ซึ่งควรอ่านรายละเอียดข้อความในใบจองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเงื่อนไขการคืนเงิน การริบเงินจอง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ซื้อบ้านจำนวนไม่น้อยถูกริบเงินจอง เพราะเกิดเปลี่ยนใจไม่ยอมเข้าทำสัญญาจะซื้อบ้านจะขายบ้านกับเจ้าของโครงการ จึงถูกริบเงินจอง เพราะถือว่าผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดข้อตกลง  
           ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินจองซื้อบ้าน ควรจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อนว่า ต้องการที่จะซื้อบ้านหลังนั้นจริงๆหรือเป็นการซื้อบ้านตามกระแส ตามคำโฆษณา โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ของโครงการ หรือเป็นการซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร (ต้องการขายใบจองในภายหลัง)  
           อีกปัญหาที่พบคือ เมื่อวางเงินจองไปแล้ว แต่ยื่นกู้เงินกับสถาบันการเงินไม่ผ่าน (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้ระบุเงื่อนไขว่าจะมีการคืนเงินจองให้หากยื่นกู้จากสถาบันการเงินไม่ผ่าน แต่จะเป็นการเขียนข้อความเพิ่มเติมขึ้นในใบจองโดยพนักงานขายเอง) ถ้าหากไม่มีข้อสัญญากำหนดว่าจะคืนเงินจองให้ บางโครงการจะถือว่าผู้ซื้อบ้านเป็นผู้ผิดสัญญา และอาจถูกริบเงินจองนั้น หรือบางโครงการก็ยินยอมที่จะคืนเงินจองให้บางส่วน ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เงินจองต้องสูญไป ก่อนที่จะวางเงินจองควรตกลงกับผู้ขายให้ระบุเงื่อนไขการคืนเงินจองไว้ในใบจองด้วย  
            การทำสัญญาจะซื้อบ้านจะขายบ้าน ควรตรวจสอบรายละเอียดที่ระบุไว้ในสัญญาให้ถี่ถ้วนก่อนลงนาม ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องปรึกษาผู้รู้หรือถ้าสงสัยในเรื่องใดก็ต้องสอบถามผู้ขายให้เข้าใจถูกต้องตรงกันเสียก่อน มิเช่นนั้นอาจเสียเปรียบได้ ทั้งนี้ในสัญญาจะต้องกำหนดแบบบ้าน ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ระยะเวลาการก่อสร้างและส่งมอบบ้าน รวมกำหนดวันโอนไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน เพราะหากไม่เป็นไปตามสัญญา เมื่อผู้ซื้อบ้านได้มีหนังสือเตือนให้ผู้ขายดำเนินการก่อสร้างเป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาแล้ว ผู้ขายไม่ดำเนินการ ผู้ซื้อบ้านก็มีสิทธิหยุดผ่อนชำระเงินดาวน์ได้ และฟ้องร้องเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยคืนได้อีกด้วย

            หลังจากที่ได้ทำสัญญา ในวันรับโอนผู้ซื้อบ้านต้องตรวจเช็กรายการในเอกสารสำคัญต่าง ๆ ว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เช่น โฉนดที่ดินฉบับจริงและหนังสือสัญญาขายที่ดิน มีการระบุชื่อผู้ซื้อบ้าน เนื้อที่ดินและหมายเลขโฉนดถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งในสัญญาซื้อบ้านมีการระบุเกี่ยวกับประเภทของสิ่งปลูกสร้างไว้ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ หรือกรณีกู้เงินผ่านสถาบันการเงิน จะต้องตรวจสัญญาจำนองที่ดิน และสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองว่ามีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมประการใดบ้าง.  
ขอบคุณข้อมูลจาก home.co.th/
และติดตามเรื่อวราวของเราได้ที่  http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS