วงเงินการปล่อยกู้จากสถาบันการเงิน ทั้งนี้เพื่อจะได้ทราบระดับราคาบ้านที่จะสามารถซื้อได้โดยผู้ซื้อบ้านสามารถตรวจสอบได้ที่ฝ่ายให้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ หรือตามเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย หรือตามเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย หรือตามเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน ซึ่งโดยปกติสถาบันการเงินจะปล่อยกู้ประมาณ 25-30 เท่าของอัตราเงินเดือนผู้กู้ ในกรณีที่ผู้ซื้อบ้านมีผู้กู้ร่วมด้วยอัตราส่วนเพิ่มของวงเงินกู้ ก็จะเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเดือนของผู้กู้ร่วม ทั้งนี้สถาบันการเงินอาจจะพิจารณาปล่อยกู้เกินกว่าวงเงินขั้นต่ำที่กำหนด โดยพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ ประกอบ เช่น อาชีพ ความมั่นคง ความก้าวหน้า ความสามารถในการผ่อนชำระ อาชีพเสริมที่รู้แหล่งที่มาของรายได้ เป็นต้น | |
| ข้อมูลโครงการการซื้อบ้าน โดยแบ่งแยกตามทำเล ระดับราคา และประเภทที่อยู่อาศัยที่สนใจ จากสื่อสิ่งพิมพ์หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย ทั้งนี้เพื่อประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูโครงการซื้อบ้านจริง | |
| ข้อมูลทางราชการก่อนการซื้อบ้าน เช่น แนวเวนคืน โครงข่ายสาธารณูปโภค-สาธารณูปการที่มีอยู่ และจะเกิดขึ้นในอนาคตข้อมูลบางอย่างจะมีประโยชน์ต่อการอยู่อาศัย เช่น การก่อสร้างทางด่วน การตัดถนน เป็นต้น | |
| ดูผังเมืองรวมก่อนซื้อบ้าน ควรหลีกเลี่ยงโครงการที่อยู่ในเขตผังเมืองประเภทพื้นที่อุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรม หรือที่พักอาศัยหนาแน่นมาก เพราะพื้นที่เหล่านี้จะเป็นเขตที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น และมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดมลภาวะ ปัญหาการจราจร ฯลฯ | |
| ดูสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ก่อนซื้อบ้าน เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน ฯลฯ เพราะหากมีความจำเป็นต้องใช้บริการ จึงควรตรวจสอบระยะเวลา และความสะดวกในการเดินทาง | |
| ดูเส้นทางการเดินทาง และโครงข่ายการจราจร ก่อนการซื้อบ้าน เช่น ข้อมูลการเดินรถสาธารณะ เส้นทางรถโดยสารสาธารณะจำนวนสายเดินรถ ช่วงเวลาการให้บริการ โดยเฉพาะรถโดยสารประจำทางที่จำเป็นต้องใช้ประจำระหว่างบ้านกับที่ทำงาน และโรงเรียนลูกหรือข้อมูลทางด่วน ถนนซอยต่างๆ ปริมาณการจราจร จุดที่มีปัญหา และเส้นทางลัด เป็นต้น ขอบคุณข้อมูลจาก homedd.com และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com |
เรื่องที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อบ้าน 6 ประการ
Read User's Comments(0)
วางแผน(จะซื้อบ้าน ออมเงินก่อนปลอดภัยกว่า)
ว่ากันว่าเมื่อคนเราเริ่มทำงานได้สักระยะหนึ่งย่อมคิดที่จะซื้อบ้าน ที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยคอนโด ฯ หรือทาวน์เฮ้าส์ก่อนก็ได้ เพื่อความเหมาะสมของรายได้ที่อาจจะยังไม่มากมายนัก เนื่องจากเพิ่งทำงานได้ไม่นาน แต่เนื่องจากบ้านหรือคอนโดฯ เป็นสินค้าที่มีราคาแพง แม้ว่าทั่วไปผู้ซื้อบ้าน จะสามารถกู้ธนาคารได้ แต่ปกติผู้ซื้อบ้าน ก็ต้องมีเงินส่วนตัวจำนวนหนึ่งเพราะแบงก์จะไม่ให้กู้ทั้งหมด ถ้าเป็นคนที่พ่อแม่สนับสนุนช่วยเหลือออกเงินให้(บ้าง) ก็สบายไป แต่ถ้าต้องสู้ชีวิตด้วยตัวเองก็ต้องเก็บหอมรอมริบกันเอาเอง
หลักการออมที่ถูกต้องคือต้องตั้งเป้าหมายการออมก่อนใช้จ่ายนั่นคือเงินเดือนออกต้องเก็บไว้ทันที อาจจะ 10% หรือ 20 % แล้วแต่เป้าหมายหรือจำนวนเงินออมที่ต้องการ เหลือจากการออมเท่าไรค่อยใช้จ่าย แบบนี้จึงจะออมได้ตามเป้าหมาย
โดยปกติทั่วไปธนาคารจะให้กู้ประมาณ 80-90 % ของราคา ดังนั้นถ้าต้องการซื้อบ้าน หลังละเท่าไรก็ต้องมีเงินออมอย่างน้อย 20-30% ของราคาบ้านหลังนั้น เงินออมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้จ่ายในการซื้อบ้าน เช่น เป็นค่าเงินจอง ค่าเงินทำสัญญา ค่าผ่อนดาวน์ หรืออาจรวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในวันโอนกรรมสิทธิ์ด้วย เช่นค่าโอน เงินกองทุนส่วนกลาง ค่าส่วนกลางล่วงหน้า ฯลฯ
ล่าสุดแบงก์เองออกมาพูดว่าเมื่อก่อนสัดส่วนหนี้ต่อรายได้นั้นกำหนดไว้ไม่เกิน 60% แต่ในปีนี้ได้ปรับสัดส่วนลงเหลือเพียง 50-55% เท่านั้น ฉะนั้นคนที่มีภาระหนี้สินต่างๆมาก โอกาสในการกู้ซื้อบ้าน บ้านก็จะยิ่งน้อยลง จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ว่าก่อนจะซื้อบ้าน ทำไมต้องออม ถ้ามีเงินออมมาก ความจำเป็นในการกู้ก็น้อย โอกาสในการผ่านอนุมัติก็ง่สย ที่สำคัญกู้น้อยๆ ดอกเบี้ยจะได้ไม่บาน
ขอบคุณข้อมูลจาก home.co.th และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com
จะซื้อบ้านจัดสรรฟังทางนี้
การเลือกซื้อบ้านใหม่สักหลังจากโครงการบ้านจัดสรร นอกจากจะต้องพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ (ต้องได้รับใบอนุญาตการเป็นผู้ประกอบการจัดสรรที่ดิน) มีทุนจดทะเบียนที่มากพอสมควร รวมทั้งต้องเป็นเจ้าของที่ดินที่จัดสรร และต้องปราศจากภาระผูกพันใดๆ เช่น การจำนอง ภาระจำยอมต่างๆ เป็นต้น เมื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้วก็เพิ่มความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า เงินที่เก็บออมมานั้นจะไม่เสียไป
การวางเงินจองของการซื้อบ้านต้องมีใบจองบ้านเป็นหลักฐาน ซึ่งควรอ่านรายละเอียดข้อความในใบจองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเงื่อนไขการคืนเงิน การริบเงินจอง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ซื้อบ้านจำนวนไม่น้อยถูกริบเงินจอง เพราะเกิดเปลี่ยนใจไม่ยอมเข้าทำสัญญาจะซื้อบ้านจะขายบ้านกับเจ้าของโครงการ จึงถูกริบเงินจอง เพราะถือว่าผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิดข้อตกลง
ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินจองซื้อบ้าน ควรจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อนว่า ต้องการที่จะซื้อบ้านหลังนั้นจริงๆหรือเป็นการซื้อบ้านตามกระแส ตามคำโฆษณา โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ของโครงการ หรือเป็นการซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร (ต้องการขายใบจองในภายหลัง)
อีกปัญหาที่พบคือ เมื่อวางเงินจองไปแล้ว แต่ยื่นกู้เงินกับสถาบันการเงินไม่ผ่าน (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้ระบุเงื่อนไขว่าจะมีการคืนเงินจองให้หากยื่นกู้จากสถาบันการเงินไม่ผ่าน แต่จะเป็นการเขียนข้อความเพิ่มเติมขึ้นในใบจองโดยพนักงานขายเอง) ถ้าหากไม่มีข้อสัญญากำหนดว่าจะคืนเงินจองให้ บางโครงการจะถือว่าผู้ซื้อบ้านเป็นผู้ผิดสัญญา และอาจถูกริบเงินจองนั้น หรือบางโครงการก็ยินยอมที่จะคืนเงินจองให้บางส่วน ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เงินจองต้องสูญไป ก่อนที่จะวางเงินจองควรตกลงกับผู้ขายให้ระบุเงื่อนไขการคืนเงินจองไว้ในใบจองด้วย
การทำสัญญาจะซื้อบ้านจะขายบ้าน ควรตรวจสอบรายละเอียดที่ระบุไว้ในสัญญาให้ถี่ถ้วนก่อนลงนาม ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องปรึกษาผู้รู้หรือถ้าสงสัยในเรื่องใดก็ต้องสอบถามผู้ขายให้เข้าใจถูกต้องตรงกันเสียก่อน มิเช่นนั้นอาจเสียเปรียบได้ ทั้งนี้ในสัญญาจะต้องกำหนดแบบบ้าน ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ระยะเวลาการก่อสร้างและส่งมอบบ้าน รวมกำหนดวันโอนไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน เพราะหากไม่เป็นไปตามสัญญา เมื่อผู้ซื้อบ้านได้มีหนังสือเตือนให้ผู้ขายดำเนินการก่อสร้างเป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาแล้ว ผู้ขายไม่ดำเนินการ ผู้ซื้อบ้านก็มีสิทธิหยุดผ่อนชำระเงินดาวน์ได้ และฟ้องร้องเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยคืนได้อีกด้วย
หลังจากที่ได้ทำสัญญา ในวันรับโอนผู้ซื้อบ้านต้องตรวจเช็กรายการในเอกสารสำคัญต่าง ๆ ว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เช่น โฉนดที่ดินฉบับจริงและหนังสือสัญญาขายที่ดิน มีการระบุชื่อผู้ซื้อบ้าน เนื้อที่ดินและหมายเลขโฉนดถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งในสัญญาซื้อบ้านมีการระบุเกี่ยวกับประเภทของสิ่งปลูกสร้างไว้ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ หรือกรณีกู้เงินผ่านสถาบันการเงิน จะต้องตรวจสัญญาจำนองที่ดิน และสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองว่ามีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมประการใดบ้าง.
ขอบคุณข้อมูลจาก home.co.th/
และติดตามเรื่อวราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com
เรื่องต้องรู้...ก่อนซื้อบ้าน
การขาดแคลนแรงงานในภาคการก่อสร้างในขณะนี้ กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบมาถึงคนซื้อบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ของการก่อสร้างที่อาจจะล่าช้ากว่ากำหนดตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา และในเรื่องของคุณภาพบ้านที่ทุกวันนี้แรงงานฝีมือนั้นหาได้ยากเต็มที
ส่วนในประเด็นความล่าช้าของการก่อสร้างทำให้การส่งมอบบ้านไม่เป็นไปตามสัญญา ในปัจจุบันสัญญาการซื้อบ้าน ขายบ้านที่เป็นสัญญามาตรฐานจะมีการกำหนดวันที่จะส่งมอบบ้านให้กับผู้ซื้อบ้านอยู่แล้ว ถ้าผู้ขายไม่สามารถส่งมอบบ้านได้ตามกำหนดจะมีค่าปรับที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ซื้อบ้าน ไปจนถึงมีสิทธิที่จะไม่รับมอบบ้านและขอเงินดาวน์พร้อมดอกเบี้ยคืนได้ ดังนั้น ก่อนเซ็นสัญญาควรตรวจดูว่าในสัญญามีการระบุเรื่องเหล่านี้เอาไว้แล้วหรือไม่ จะได้คุ้มครองสิทธิของคนซื้อเอาไว้ตั้งแต่ต้น
ปัญหาอีกเรื่องที่ต้องระวังในสถานการณ์ที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มเข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้นหากธนาคารปฏิเสธที่จะปล่อยกู้ เงินดาวน์ที่ผ่อนไว้กับโครงการก็มีโอกาสสูญด้วยเช่นกัน ถ้าไม่มีการทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในสัญญาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเมื่อผู้ซื้อบ้านไม่สามารถกู้เงินได้จะถือว่าผู้ซื้อผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้ขายก็สามารถยึดเงินดาวน์ เงินจอง เงินทำสัญญาของเราได้ทั้งหมดเช่นกัน
ดังนั้น ก่อนจะซื้อบ้าน ก่อนจะทำสัญญา ตรวจสอบสถานะทางการเงินของตัวเองให้มั่นใจอีกครั้งว่าสามารถกู้เงินได้ตามจำนวนที่ต้องการ ปัจจุบันแต่ละโครงการก็จะมีธนาคารที่คอยให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ลองให้ธนาคารตรวจสอบความสามารถในการกู้ก่อนที่จะซื้อบ้าน และควรตรวจสอบประวัติกับศูนย์ข้อมูลเครดิต หรือที่เรียกว่าเครดิตบูโรก่อนทุกครั้ง ถ้ามีปัญหาจะได้แก้ไขหรือตัดสินใจได้ก่อนที่จะสาย
ในกรณีที่โครงการรับปากว่า ถ้ากู้ไม่ผ่านจะคืนเงินให้ก็อย่าได้ชะล่าใจ หรือเชื่อคำพูดหว่านล้อมของพนักงานขาย ควรต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในสัญญาหรือแนบท้ายสัญญาจะดีกว่า เพราะถ้าไม่มีการระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ากู้เงินไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะถูกบิดพลิ้ว โดยอ้างว่าสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ระบุไว้ ทำให้ต้องเสียเงินฟรีๆ เพราะในแง่กฎหมายแล้วผู้บริโภคไม่มีทางสู้ได้เลย
สำหรับเรื่องของการขอกู้เงินแม้ว่าปัจจุบันเงื่อนไขการปล่อยกู้จะเข้มงวดขึ้น แต่ถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อม รู้กำลังความสามารถในการผ่อนจ่าย เลือกซื้อบ้านในราคาที่ถูกต้องเหมาะสมกับกำลังความสามารถ และที่สำคัญรู้จักออมเงินมาสักระยะก่อนที่คิดจะซื้อบ้านก็สามารถลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธการขอกู้ไปได้มาก เพราะธนาคารส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยกู้เต็มจำนวนของราคาซื้อขาย ส่วนต่างที่เหลือผู้ซื้อบ้านจึงจำเป็นต้องมีเงินออมในการซื้อบ้าน
ตรวจสอบก่อนซื้อบ้าน ตรวจสอบประวัติบริษัทผู้ประกอบการ ผลงานในอดีต สถานะการเงิน เคยถูกร้องเรียนมาแล้วหรือไม่ ที่ดินที่ตั้งโครงการต้องมีโฉนดถูกต้อง ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน หรือใบอนุญาตก่อสร้าง ผ่านการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่ดินโครงการอยู่ในแนวเวนคืนหรือไม่ มีภาระผูกพันกับนิติบุคคลหรือสถาบันการเงินหรือไม่ ตรวจรายละเอียดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและ สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการเอกสารการโฆษณา โบรชัวร์ และเอกสารอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ควรเก็บไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
ขอบคุณข้อมูลจาก และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com
ข้อแตกต่างระหว่าง ซื้อบ้านจัดสรร กับ ปลูกบ้านเอง
สิ่งที่เราควรคำนึงในการจะซื้อบ้านจัดสรร หรือ การปลูกบ้านเอง เราควรคำนึงในเรื่องของงบประมาณ และความต้องการในการใช้สอยของครอบครัว มาเป็นอันดับต้น แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ก็มีทั้งข้อดีและ ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป เราจึงหยิบยกข้อแตกต่างระหว่าง ซื้อบ้านจัดสรร กับ ปลูกบ้านเองมาให้ท่านได้อ่านและตัดสินใจ
บ้านจัดสรรจะสะดวกตรงที่ไม่ต้องยุ่งยากกับการเลือกแบบบ้าน เราสามารถไปดูบ้านตัวอย่างได้เลยว่าถูกใจหรือไม่ แต่ก่อนที่จะซื้อบ้านจัดสรรก็ควรจะต้องดูความน่าเชื่อถือของโครงการบ้านจัดสรรที่เราสนใจ และควรดูมั่นคงทางการเงินของเจ้าของโครงการว่ามั่นคงเพียงใด มีผลงานทางด้านการจัดสรรที่ดินและบ้านมาก่อนหรือเปล่า การบริการหลังการขายเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าดูแลแค่ระยะแรกแล้วปล่อยส่วนกลางทิ้ง มันก็จะมีปัญหาตามมามากมาย
การเลือกปลูกบ้านเอง
ปลูกบ้านเอง ข้อดีก็คือเราจะได้บ้านที่เราภูมิใจในการที่เรามีส่วนร่วมกับมัน ได้บ้านที่ถูกใจกว่า มาตรฐานของวัสดุก็จะดีกว่าเพราะเราเลือกเอง แต่ราคาในการก่อสร้างก็มักจะบานปลายเพราะเรามักจะอยากได้ของที่ดีกว่า วัสดุที่ดีกว่า อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องช่างสร้างบ้าน ถ้าได้ช่างดีก็ดีไป แต่ถ้าได้ช่างที่แย่ๆ ละก็ ขอบอกว่าเหนื่อยแน่ๆ
สรุปแล้วการซื้อบ้านจัดสรรจะเหมาะสำหรับเจ้าของบ้านที่ไม่มีเวลา ตัดปัญหาในการหาสถาปนิกกับผู้รับเหมา แต่อาจจะได้บ้านที่ไม่ถูกใจทั้งหมด ส่วนการปลูกบ้านเองก็จะได้บ้านที่ถูกใจกว่า ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับงบประมาณ ความต้องการในการใช้สอย จำนวนสมาชิกในบ้าน รวมถึงความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน การคมนาคม เป็นตัวเลือกที่จะนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจ บ้านจะเก่า ใหม่ หรือใหญ่แค่ใหนไม่สำคัญ สำคัญที่ความอบอุ่นภายในบ้านมากกว่าครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก home.co.th
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com
ขอบคุณข้อมูลจาก home.co.th
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.รวมบ้านและที่ดิน.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








